
คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) ได้ออกแถลงการณ์จากวอชิงตัน โดยระบุว่าการสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมขึ้นอยู่กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ของเดือนกุมภาพันธ์ที่จะประกาศออกมา วอลเลอร์ยืนยันว่าจำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นเป็น 130,000 คน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 65,000 คน แต่ก็เน้นย้ำว่า “ข้อมูลดีในหนึ่งเดือนไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแนวโน้ม” และยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าตลาดแรงงานได้ฟื้นตัวอย่างมั่นคงแล้ว
วอลเลอร์ระบุชัดเจนในแถลงการณ์ว่ามีสองสถานการณ์ที่นโยบายอาจเปลี่ยนแปลง:
เงื่อนไขสนับสนุนการลดดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม: หากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของเดือนกุมภาพันธ์แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ หรือข้อมูลเดือนมกราคมถูกปรับลดลง วอลเลอร์กล่าวว่าจะสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดฐาน
เงื่อนไขสนับสนุนการหยุดการลดดอกเบี้ย: หากข้อมูลการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานดีขึ้นอย่างชัดเจน และอัตราเงินเฟ้อยังคงเคลื่อนไหวเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% เขาอาจเปลี่ยนเป็นสนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้
วอลเลอร์ยังชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของการจ้างงานตลอดปี 2025 นั้น “ผิดปกติและอ่อนแอมาก” ซึ่งเป็นปีที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 ยกเว้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอย เขาเน้นย้ำว่าข้อมูลการจ้างงานในเดือนมกราคมแม้จะดีกว่าคาด แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงภาพรวมของการประเมินนี้
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) เดือนมกราคม วอลเลอร์เคยออกเสียงคัดค้านการลดดอกเบี้ยอย่างเปิดเผย การแถลงการณ์เงื่อนไขในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเขายังคงเปิดรับข้อมูลใหม่โดยไม่ยึดติดกับมุมมองเดิม
ก่อนการประชุม FOMC ในวันที่ 17-18 มีนาคม ตลาดควรจับตาดังนี้:
| ข้อมูล | วันที่ประกาศ | จุดสนใจของตลาด |
|---|---|---|
| ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมกราคม | 27 กุมภาพันธ์ | ประเมินแรงกดดันเงินเฟ้อด้านต้นทุน |
| รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ | 6 มีนาคม | เป็นข้อมูลสำคัญที่วอลเลอร์ระบุว่าจะใช้ตัดสินใจลดดอกเบี้ย |
| ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกุมภาพันธ์ | 11 มีนาคม | ยืนยันแนวโน้มเงินเฟ้อโดยรวม |
จากข้อมูลปัจจุบัน ผลการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (PCE) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าคาดการณ์ โดยดัชนีรวมอยู่ที่ 2.9% (คาดการณ์ 2.8%) และดัชนีหลักอยู่ที่ 3% (คาดการณ์ 2.9%) หลังประกาศ ตลาดฟิวเจอร์ส FedWatch ของ CME ระบุว่ามีโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมไว้ที่ 96% และโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 4%
คำแถลงของวอลเลอร์ไม่ได้เป็นเรื่องโดดเดี่ยว รายงานการประชุมล่าสุดของ FOMC แสดงให้เห็นว่ามีหลายสมาชิกที่ระบุว่า หากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% และไม่เห็นแนวโน้มชัดเจนว่าจะลดลง พวกเขาอาจสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย
ประธานเฟด ลอรี โลแกน (Lorie Logan) และ เบธ ฮามัค (Beth Hammack) ก็แสดงท่าทีระมัดระวังต่อเงินเฟ้อ โดยระบุว่าก่อนที่อัตราเงินเฟ้อจะเข้าใกล้เป้าหมายอย่างชัดเจน พวกเขาจะไม่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ท่าทีของเจ้าหน้าที่หลายคนนี้สะท้อนให้เห็นว่ากรอบการสนทนานโยบายของเฟดได้เปลี่ยนจาก “เวลาที่จะลดดอกเบี้ย” ไปเป็น “การยืนยันข้อมูลตามเกณฑ์” โดยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายในเดือนมีนาคม
รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่เฟดใช้ประเมินสุขภาพของตลาดแรงงาน หากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานยังคงอ่อนแอ เฟดอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากข้อมูลแข็งแกร่ง โอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก็จะสูงขึ้น วอลเลอร์ระบุชัดว่าข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นปัจจัยโดยตรงในการลงคะแนนเสียงในเดือนมีนาคม
ดัชนีราคาผู้บริโภคส่วนบุคคล (PCE) เป็นเครื่องมือหลักที่เฟดใช้ติดตามเงินเฟ้อ หากเดือนมกราคมดัชนีหลักอยู่ที่ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ก็จะเป็นเหตุผลที่สนับสนุนให้เฟดหยุดการลดดอกเบี้ยชั่วคราว การที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าก็หมายความว่าหากเฟดลดดอกเบี้ยล่วงหน้า อาจถูกมองว่าเป็นการละทิ้งเป้าหมายการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอาจเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของนโยบาย
รายงานการประชุมล่าสุดของเฟดแสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่บางคนกล่าวว่า หากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินเป้าหมาย ก็อาจสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก CME FedWatch ปัจจุบันยังไม่แสดงให้เห็นว่าตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้อย่างจริงจัง โดยแนวโน้มหลักยังคงเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม และการขึ้นดอกเบี้ยเป็นทางเลือกสำรองในกรณีที่เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น